การกำกับดูแลกิจการที่ดี

บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการ
เพื่อให้องค์กรมีพัฒนาการและก้าวหน้าอย่างมั่นคง

การบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการ เพื่อให้องค์กรมีพัฒนาการและก้าวหน้าอย่างมั่นคง หยุดยั้งและลดความเสียหายจากสภาวะแวดล้อมและภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อบุคลากร ทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ รวมทั้งภาพลักษณ์ขององค์กร

บริษัทฯ จึงประกาศนโยบาย ให้ผู้บริหารและพนักงานต้องตระหนักถึงความเสี่ยง การให้ความร่วมมือและส่งเสริมการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร มีการกำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจน รวมถึงระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ และกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติงาน และการดำเนินกิจกรรมโดยปกติของทุกหน่วยงาน มีมาตรการติดตามประเมินผลการบริหารความเสี่ยง ทบทวน ปรับปรุง และพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้มีการสอบทานนโยบายการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการและนโยบายดังกล่าวมีความเหมาะสมและสามารถตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ในการดำเนินธุรกิจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร โดยมีการรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบเป็นประจำทุกไตรมาส

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของไออาร์พีซี ประกอบด้วย คณะกรรมการบริษัทฯ (Board of Directors) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee (RMC)) คณะกรรมการขับเคลื่อนงานบริหารความเสี่ยง (Risk Management Steering Committee (RMSC)) และส่วนบริหารความเสี่ยงองค์กร (Risk Management Division)

Risk correlation

การวิเคราะห์ความเสี่ยงเริ่มต้นจากการระบุ risk correlation ที่จะส่งผลกระทบต่อไออาร์พีซีมากที่สุด ได้แก่ ความผันผวนของต้นทุนของวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์ เป็นความเสี่ยงด้านธุรกิจ และค่าเงิทบาทที่ผันผวนเป็นความเสี่ยงด้านการเงิน โดยการวิเคราะห์ดังกล่าว จะใช้ข้อมูลจากสถิติย้อนหลัง 3 ปี วิเคราะห์ผ่านสมการทางคณิตศาสตร์เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงต่อองค์กรในอนาคต

Risks Correlation Analysis Matrix

ความเสี่ยงใหม่และมาตรการจัดการ


ประเด็นความเสี่ยง มาตรการ
1. ความเสี่ยงจากการกำหนดเขตการค้าเสรีและ กฎระเบียบทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น Trans-Pacific Partnership (TPP) บริษัทฯ อาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และตลาดการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน บริษัทฯ ติดตามข้อมูลและ วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของการเกิดเขตการค้าเสรีและ กฎระเบียบใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ศึกษาผลกระทบ ของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดที่ผลิตและจำหน่ายรวมทั้ง พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องและเป็นไปตามกฎระเบียบ ที่เปลี่ยนแปลงไป และสนับสนุนการวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2. ความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งภาวะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของไออาร์พีซี อาทิ การขาดเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และระบบสาธาณูปโภคในสายการผลิต โดยคาดการณ์ว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติจะหมดจากหลุมเจาะในอ่าวไทยในภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ศึกษากระบวนการผลิตเพื่อเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงชนิดอื่นและประสานงานร่วมกับบริษัทฯในกลุ่ม ปตท. เพื่อเตรียมระบบสาธารณูปโภคที่จะได้รับผลกระทบดังกล่าว ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต รวมถึงจัดทำแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการศึกษาแนวทางลดผลกระทบ จากต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นต่อไป
3. ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่สร้างความพลิกผัน (Disruptive technology) อาทิเช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง และมีความต้องการใช้พลังงานจากไฟฟ้ามากขึ้น ส่งผลกระทบเล็กน้อยในระยะสั้น ต่อการผลิตนำมันเชื้อเพลิงของไออาร์พีซี และอาจจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวได้ คาดการณ์ปาริมาณการขายน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงร้อยละ 10 ในระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า 1) ศึกษาเทคโนโลยีใหม่เพื่อปรับปลี่ยน หรือทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในกระบวนการผลิตน้ำมันดีเซล หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ

2) พัฒนาผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์เกรดใหม่ที่ใช้เป็นส่วนประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV car)
4. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนคุณสมบัติน้ำมันเตา ซึ่งมีแนวโน้มจะเปลี่ยนสัดส่วนของกำมะถันเป็น ร้อยละ 0.5 โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศในปี 2020-2025 ซึ่งจะมีผลบังคับการเปลี่ยนแปลงการใช้น้ำมันดีเซลจากชนิดกำมะถันสูงเป็นกำมะถันต่ำ ส่งผลกระทบต่อโอกาสการขายของไออาร์พีซีเนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันดีเซลกำมะถันสูงให้แก่เรือเดินทะเลได้อีกต่อไป นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งจะสูงขึ้น ดังนั้นการขยายโอกาสทางธุรกิจไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่องค์กรนำมาพิจารณา 1) ปรับปรุงหน่วยผลิตที่ UHV Plant เพื่อให้มีความสามารถในการกลั่นแยกน้ำมันเชื้อเพลิงกำมะถันสูงจากน้ำมันเตาหรือแก๊สโซลีน

2) ศึกษาเส้นทางการขนส่งที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน